bookmark_borderประโยชน์ดีดีของการดื่มเบียร์

เบียร์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสร้างความมึนเมาให้กับคนที่ดื่มอย่างมาก ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะได้ยินสิ่งที่ไม่ดีของเบียร์อยู่เสมอ แต่วันนี้เราจะมามองเบียร์ในอีกรูปแบบหนึ่งว่าทำไมคนเราเมื่อรู้ว่าเบียร์ไม่ดีแล้วยังกินเข้าไปอีก มาดูเหตุผลดีดีที่จะทำให้เรารู้ว่าการดื่มเบียร์ในปริมาณที่พอเหมาะก็ทำให้ร่างกายของคนเราได้รับประโยชน์จากเบียร์ได้เหมือนกัน

  1. การดื่มเบียร์จะช่วยให้อาหารที่กินเข้าไปย่อยได้ง่าย  โดยทั่วไปแล้วเรามักจะพบว่าในเบียร์จะมีไฟเบอร์ปนอยู่ด้วยโดยเฉพาะเบียร์ดำ ซึ่งตัวไฟเบอร์นี่เองที่จะช่วยให้ระบบการทำงานของลำไส้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงที่เกิดปัญหาอาการท้องผูกและท้องร่วงได้ด้วย
  2. การกินเบียร์จะมีประโยชน์กับไต นั่นก็เพราะว่ามีการวิจัยออกมาแล้วว่าคนที่ดื่มเบียร์จะลดการเกิดนิ่วในไตได้มากกว่าคนที่ไม่กินเบียร์
  3. มีการวิจัยพบว่าในเบียร์จะมีวิตามินบี 12 ในปริมาณที่มากกว่าอาหารชนิดอื่น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเป็นโรคโลหิตจากได้ดีอีกด้วย
  4. เบอร์จะมีไฟเบอร์สูงซึ่งจะมีผลต่อการช่วยลดคอลเลสเตอรอล ในร่างกายได้
  5. ช่วยในเรื่องการนอนหลับได้ง่ายขึ้น ซึ่งคุณจะสังเกตเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะกินเบียร์วันละขวดเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น
  6. เบียร์ช่วยในเรื่องของการบำรุงกระดูก โดยมีการวิจัยออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2552
  7. การดื่มเบียร์จะช่วยลดปัญหาการเป็นโรคหัวใจได้มากว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ได้ถึง 40 % เลยทีเดียว
  8. การดื่มเบียร์จะช่วยให้เลือดลม ไหลเวียนดีลดปัญหาการอุดตันได้
  9. กินเบียร์เพื่อช่วยคลายความเครียดลงได้
  10. การดื่มเบียร์จะสวยให้ผิวพรรณดี เพราะวิตามินในเบียร์จะเข้าไปช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม

นี่คือ 10 คุณประโยชน์ที่เราจะได้จากการกินเบียร์ แต่การกินเบียร์เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่ามีโทษนั้นเราไม่ควรกินเบียร์ในปริมาณที่มากจนเกินไป จิบเพียงวันละนิดจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัย แต่หากจิบวันละเป็นขวดอาจจะทำให้กลายเป็นคนติดแอลกอฮอล์ แทนที่จะเป็นผลดีกับร่างกายจะกลายเป็นเอาผลเสียมาใส่ร่างกายแทน ดังนั้นเราจึงควรเลือกรับประทานให้พอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการเท่านั้น การดื่มทีมากจนเกินไปจะก่อผลเสียให้กับร่างกายของเราได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยการกินเบียร์เข้าไปมากก็จะทำให้เราเมามาย ขาดสติในการคิดและทำอะไร หรืออาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุได้ 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

bookmark_borderปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบัน

เชื่อว่าทุกคนคงจะทราบปัญหาเกี่ยวกับสภาพอากาศในปัจจุบันกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วเพราะทุกวันนี้ทุกคนต่างก็ต้องใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกจากบ้านเพื่อป้องกันฝุ่นละอองรวมถึงควันจากท่อรถไอเสียซึ่งนับวันจะมีปริมาณมากขึ้นและถึงแม้ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงประชาชนจะร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศแต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้นซึ่งจากเดิมเราสามารถที่จะเดินออกนอกบ้านแล้วได้รับอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าแต่ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะตื่นเช้ามากแค่ไหนเราก็ไม่สามารถที่จะออกมาเดินรับอากาศบริสุทธิ์ได้เลย

เพราะปัญหาฝุ่นควันที่มีอยู่ตามอากาศมีปริมาณมากเกินไปจนเราไม่สามารถออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เลยจากเดิมที่เราเคยพบปัญหามลพิษทางอากาศมักจะมาจากท่อไอเสียรถยนต์ปัจจุบันมีการเพิ่มสาเหตุการเพิ่มมลพิษเพิ่มขึ้นมาอีกโดยสาเหตุมาจากการที่ประชาชนและชาวบ้านชาวไร่ชาวนาพากันจุดไฟเผาป่าเผาไร่นา จนมีควันลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศแล้ว

สร้างปัญหามลพิษให้กับโลกรวมถึงการที่ช่วงนี้เรามีการสอนสร้างสถานที่ต่างๆหลายพื้นที่ซึ่งการก่อสร้างนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้มีมลพิษทางอากาศขึ้นมาและสำหรับปัญหามลพิษทางอากาศนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยที่เดียแต่ปัจจุบัน ปัญหามลพิษนี้ได้ลุกลามไปทั่วโลกซึ่งแต่ละประเทศก็พยายามคิดค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้อากาศกลับมาบริสุทธิ์เหมือนเดิมอย่างเช่นประเทศไทยก็ใช้วิธีการลดปัญหาด้วยการงดการใช้ถุงพลาสติกเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเอาขยะในปริมาณมากซึ่งจะเอาขยะน้อยลงก็จะช่วยลดปัญหาควันน้อยลงเช่นเดียวกัน

และอีกปัญหาหนึ่งที่กำลังรณรงค์กันอยู่ในตอนนี้ก็คือการให้ชาวบ้านงดเผาหญ้างดเผาป่าซึ่งถือว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทางรัฐบาลต้องมาทำความเข้าใจกับประชาชนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหากมีการจุดไฟเผาป่ารวมถึงการรณรงค์การขับรถให้มีการขับรถที่อายุไม่เกินเจ็ดปีเท่านั้นเพื่อเป็นการป้องกันรถเก่าแล้วสร้างควันดำบนท้องถนนรวมถึงการรณรงค์ให้ทุกคนนั่งรถไปทำงานทางเดียวกัน

ให้ไปด้วยกันเพื่อเป็นการลดจำนวนรถบนท้องถนนอีกด้วยซึ่งหากเราสามารถทำได้ปริมาณมลพิษในอากาศก็จะน้อยลงและเราคนไทยทุกคนก็ไม่ต้องใส่หน้ากากก่อนออกจากบ้านเพราะไม่ต้องมาคอยระวังว่าจะดีกันสูตรควันพิษเข้าไปแต่ถ้าหากประชาชนทุกคนไม่รวมใจไม่ร่วมแรงกันในการแก้ไขปัญหามลพิษในครั้งนี้แล้วก็ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันกันต่อไปซึ่งจะมีผลทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่ายเพราะร่างกายไม่แข็งแรง   

bookmark_borderกินกาแฟยังไงให้ดีและมีประโยชน์

       คนไทยหลายๆคนนิยมดื่มกาแฟไม่ว่าจะเป็นช่วงเช้า  ช่วงกลางวันและยังมีบางคนที่ยังมากินกาแฟช่วงดึกอีกด้วย  ซึ่งตามนั้นจะมีผลต่อร่างกายทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะมีคาเฟอีนเป็นส่วนผสมกินกาแฟไม่ได้มีข้อเสียอย่างเดียวหรือไม่ได้มีข้อดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหากเรากินกาแฟถูกต้องเราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากการกินกาแฟให้กับร่างกายของเราได้เช่นเดียวกัน

นั่งกินกาแฟนั้นไม่ควรจะกินกาแฟในช่วงเช้าจนเกินไปเพราะจะทำให้เราอิ่มแล้วทำให้เราไม่ทานอาหารเช้าซึ่งอาหารเช้าเป็นสิ่งสำคัญกับร่างกายเพราะจะต้องเอาไปใช้เป็นพลังงานทดแทนในช่วงกลางวันจนถึงเย็นดังนั้นการกินกาแฟที่ดีจึงควรกินช่วงเวลาสายๆประมาณตั้งแต่ 10:00 น. จนถึง 13:00 น. เท่านั้นและถ้าหากหลังจาก 13:00 น.ไปแล้วเราไม่ควรดื่มกาแฟอีกเนื่องจากว่าการดื่มกาแฟครั้งหนึ่งจะมีผลกระตุ้นการทำงานในร่างกายของเรายาวนานซึ่งถ้าหากเรากินกาแฟช่วงบ่ายจะทำให้เรานอนไม่หลับในช่วงกลางคืนได้

สำหรับการทำงานที่ดีนั้นเราไม่ควรใส่พวกคอฟฟี่เมตหรือน้ำตาลแต่ควรกินกาแฟในลักษณะของกาแฟดำก็คือเป็นกาแฟเพียวซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์จากการกินกาแฟได้มากกว่าการกินกาแฟใส่น้ำตาลหรือใส่คอฟฟี่เมตเพราะหากเราใส่น้ำตาลหรือคอฟฟี่เมตแล้วแทนที่เราจะได้ประโยชน์จากกาแฟแต่จะทำให้ร่างกายของเราอ้วนจากการกินกาแฟได้ยิ่งหากใครก็ตามที่ชอบกินกาแฟแล้วใส่ทั้งคอฟฟี่เมตและน้ำตาลและชอบความหวานมากๆก็จะทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้แต่ถ้าใครก็ตามที่เลือกกินกาแฟดำเชื่อหรือไม่ว่ากาแฟดำสามารถทำให้หุ่นของคุณกลับมาดีได้เพราะกาแฟดำเป็นตัวช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างดีทีเดียว

การกินกาแฟนั้นไม่ได้มีการจำกัดอายุว่าช่วงอายุไหนเหมาะสมกับการกินกาแฟแต่เราก็ควรจะเลือกดูแลสุขภาพของตนเองซึ่งถ้าหากเรายังเด็กเกินไปเช่นอาจจะยังเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมก็ยังไม่ควรที่จะริเริ่มในการดื่มกาแฟหรือถ้าหากเราอายุมากแล้วการดื่มกาแฟมันจะไปกระตุ้นให้หัวใจทำงานเร็วขึ้นดังนั้นหากอายุมากจนเกินไปก็ไม่ควรที่จะดื่มกาแฟเช่นเดียวกัน

            ปัจจุบันกาแฟมีมากมายหลายยี่ห้อให้เราเลือกรับประทาน น่าจะเป็นพวกกาแฟสดหรือกาแฟชงเองโดยเราสามารถเลือกที่จะกินที่ร้านหรือจะซื้อกลับมาชงเองที่บ้านก็ได้แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่การกินกาแฟควรกินกาแฟดำเท่านั้นถึงจะได้ประโยชน์จากกาแฟมากที่สุด       

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยมาเลย์

bookmark_borderใส่ใจตัวเองให้มากขึ้นจะช่วยคลายเครียด

           จากสถานการณ์การระบาดของ  Covid-19 ทำให้ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะความตึงเครียดซึ่งหลายคนมีความคิดแตกต่างกันออกไปบางคนเครียดเพราะว่าหลังจากที่มีการระบาดของCovid-19ก็ไม่มีงานทำทำให้ไม่มีรายได้เข้ามาเลี้ยงดูครอบครัวบางคนก็เครียดกลัวว่าตัวเองจะติดเชื้อไวรัสCovid-19กลัวว่าจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตบางคนก็เครียดที่ธุรกิจที่มีอยู่กำลังประสบปัญหาสถานการณ์Covid-19

และยังมีความเครียดอีกมากมายหลากหลายที่ทุกคนเครียดกันรวมถึงปัญหาความเครียดส่วนตัวปัญหาความเครียดที่เกิดจากคนในครอบครัวซึ่งทำให้เราได้เห็นว่าปัจจุบันนี้คนไทยมีความเครียดมากนั่นก็เพราะว่าผู้คนเริ่มทยอยพากันฆ่าตัวตายตัวเองเคยมีการเก็บสถิติออกมาพบว่ากลุ่มคนที่ฆ่าตัวตายเพราะความเครียดหลังจากที่มีการระบาดของไวรัสCovid-19ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนมาจนถึงปัจจุบันมีมากเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสCovid-19เลยทีเดียวทำให้เราควรจะต้องมาใส่ใจตัวเองกันมากขึ้นซึ่งหลายคนอาจจะมีความเครียดโดยที่ไม่รู้ตัวดังนั้นเรามาหาวิธีคลายความเครียดให้กับตนเองเพื่อที่จะเอาจะได้มีความสุขในระหว่างที่เราจะต้องมีการใช้ชีวิตอยู่กับช่วงของเวลาที่มีการระบาดของไวรัสCovid-19กันได้ 

             อันดับแรกที่เราควรจะต้องมาสำรวจตนเองก่อนว่าปัจจุบันนี้เรามีความเครียดมากแค่ไหนและเครียดเกี่ยวกับอะไรเราควรจะทางระบายความเครียดของเราออกไปโดยมีการหาอย่างอื่นมาทำเพื่อทำให้สมองของเราได้ผ่อนคลายซึ่งวิธีการผ่อนคลายความเครียดนั้นในช่วงเวลาที่มีการระบาดของไวรัสCovid-19เช่นนี้เราสามารถทำได้ด้วยการดูภาพยนตร์พี่ออกแนวตลกหรือเราอาจจะหาเกมสนุกๆมาเล่นรวมถึงอาจจะหาหนังสือที่เราสนใจอ่านมาไว้อ่านเพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินและหากมีเวลาว่างในช่วงเย็นๆก็ออกมาดูแลต้นไม้รอบๆบ้านของเราหรืออาจจะหาซื้อต้นไม้ใหญ่ๆ

มาปลูกเพื่อให้เรารู้สึกเพลิดเพลินซึ่งเรียกง่ายๆว่าเราสามารถหาสิ่งที่เราชอบมาช่วยให้เราคลายความเครียดลงไปการที่เราได้นั่งดูภาพยนตร์หรือดูซีรีย์เรื่องกับคนในครอบครัวแล้วหัวเราะไปด้วยกันจะช่วยให้เราหายเครียดลงไปได้เยอะพยายามอย่าไปนึกถึงสิ่งที่ทำให้เราเครียดปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งที่เราทำอยู่ซึ่งถ้าเราสามารถปล่อยวางเรื่องของความเครียดได้เมื่อไหร่เราก็จะเริ่มคิดออกว่าความเครียดของเราที่มีอยู่นั้นเราสามารถแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้างเช่นหากเครียดเรื่องของงานว่าไม่มีงานทำ

และจะไม่มีเงินมาใช้จ่ายในช่วงที่มีการระบาดของCovid-19หากสมองของเราผ่อนคลายเมื่อไหร่เราอาจจะคิดออกได้ว่าเราจะสามารถหางานทำในช่วงนี้ได้แบบไหนบ้างซึ่งถ้าหากเราคิดวิธีหาเงินได้แล้วเขาจะทำให้เราได้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูครอบครัวตัวเองเช่นเราอาจจะหาของง่ายๆมาขายอย่างเช่นขายหมูปิ้งหน้าบ้านก็เป็นรายได้เสริมที่เราสามารถทำได้ในช่วงเวลานี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

bookmark_borderเมื่อกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบมากในปัจจุบันสามารถเกิดกับคนได้ทุกเพศและทุกวัย โรคซึมเศร้าเกิดจากการสูญเสีย การยึดติดกับสิ่งๆหนึ่งที่สูญเสียมากเกินไปการไม่ยอมก้าวผ่านสิ่งนั้นมาให้ได้หรือหลายๆเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้คนเรานั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและนำมาสู้การฆ่าตัวตายในท้ายที่สุด

อัตราการป่วยของโรคซึมเศร้านี้มีตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นมาก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกปัจจุบัน ทั้งสภาพการงาน การเงิน และการเกิดขึ้นใหม่ของสิ่งต่างๆ ทำให้บางคนนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาได้และบางครั้งมีการยึดติดอยู่กับสภาพอดีตของตนนั่นเอง ถึงแม้การป่วซึมเศร้านั้นจะมีหลากหลายประเภทและหลากหลายอาการตามสภาพจิตใจของแต่ละบุคคลนั้นแต่ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุอะไรการป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้นมักมีจุดจบของผู้ป่วยที่คล้ายกันคือกรฆ่าตัวตายนั่นเอง ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นโดยส่วนมากแล้วจะคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีค่า และไม่ได้รับการยิมรับจากคนรอบข้างนั่นเอง ซึ่งสาเหตุเหล่านี้อาจจะเกิดจากความจริงแต่ในบางครั้งก็เป็นเพียงความคิดของผู้ป่วยเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างนั้นกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ ควรจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้เพื่อไม่ให้อาการป่วยนั้นนำพาไปสู้การฆ่าตัวตายนั่นเอง สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็คือการสังเกตพฤติกรรมของตนเอง การจดบันทึกพฤติกรรมต่างๆ เพราะผู้ที่กำลังจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้นจะมีอาการและพฤติกรรมต่างๆที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด เช่น อาการน้อยนื้อต่ำใจในชีวิตหรือในตนเองหรือการน้อยเนื้อต่ำใจจากคนรอบข้าง การแสดงออกที่ไม่เหมือนปกติหากเป็นคนที่กล้าแสดงออกและชอบอยู่กับคนหมู่มาก

เมื่อกำลังป่วยด้วยโคซึมเศร้านั้นอาการจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนมากคือเปลี่ยนจากที่กล้าแสดงออกและชอบอยู่กับคนหมู่มากก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจะกลายเป็นคนไม่กล้าแสดงออกรู้สึกขาดความมั่นใจในตนเองไป และจะอยากอยู่คนเดียวไม่อยากมีการรวมกลุ่มกับผู้ใดนั่นเอง การรับประทานอาหารก็ต้องมีการสังเกตเพราะเมื่อเกิดอาการป่วยโรคซึมเสร้าแล้วนั้นผู้ป่วยจะทานได้น้อยลงหรือมีการเลือกทานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น

อาการด้นความคิดจากที่เป็นคนคิดบวกก็จะกลายเป็นคนคิดลบอยู่เสมอและไม่ไว้ใจคนรอบข้างด้วย อาการเหล่านี้ผู้ป่วยอาจจะแสดงออกมาและรู้สึกสัมผัสได้ด้วยตัวเองหรืออาจจะสัมผัสได้ด้วยคนรอบข้างหากมีการเตือนจากคนรอบข้างเราต้องมีการจดบันทึกไว้นั้นเอง เพื่อให้เราทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเรานั่นเอง เมื่อเราเห็นได้ชัดเจนแล้วว่ารากำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั่นเอง ในปัจจุบันการพบแพทย์จากการป่วยโรคซึมเศร้านั้นเป็นเรื่องปกติมากๆ ดังนั้นไม่ต้องเขินหรืออายหากเราเป็นโรคนี้ เพราะการพบแพทย์จะทำให้เราสามารถหายจากโรคนี้ได้นั่นเองและลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายนั่นเอง

 

ขอบคุณ  สมัครเว็บหวยฮานอย  ที่สนับสนุนเรามาตลอด

bookmark_borderสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี

สุขภาพช่องปากและฟันที่ดีมีดังนี้

การที่เรานั้นดูแลรักษาสุขภาพฟันที่ดีเพราะว่าฟันนั้นต้องอยู่กับเรานั้นตลอดชีวิตไม่ใช่แค่อยู่แปบเดี๋ยวเดียวฟันก็หักจะทำให้เรานั้นกินอะไรก็ไม่อร่อยหรือว่าเรานั้นมีกลิ่นปากที่รุนแรงเพราะว่าก็จะไม่มีใครที่เขานั้นอยากจะสื่อสารกับเราเพราะว่าการที่เรานั้นมีกลิ่นปากจะทำให้เรานั้นขาดความมั่นใจไปเลย  ดังนั้นช่องปากหรือปากเรานั้นก็ต้องดูแลอย่างสะอาด ให้ทั่ว  

สุขภาพปากที่ดีและฟันที่ดีหมายถึง  

  • ฟันที่สะอาดไม่มีเศษอาหารที่ติดอยู่
  • เหงือกต้องเป็นสีชมพูไม่เจ็บ  หรือว่ามีเลือดออกในขณะที่เรานั้นแปลงฟัน  
  • ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก  

ถ้าหากว่าเรานั้นแปลงฟันแล้วมีเลือดออกเหงือกเจ็บหรือว่ามีเลือดออกเวลาในที่เรานั้นแปลงฟันเรานั้นก็ควรที่จะปรึกษาหมอหรือว่าทันตแพทย์ในการที่ดูแลช่องปากเราให้สะอาด การที่เรานั้นดูแลช่องปากของเรานั้นให้สะอาดเป็นเรื่องที่ดอย่างมาก การที่เรานั้นดูแลประจำและทุกวันเรื่องในช่องปากเพราะว่าการที่เรานั้นดูแลช่องปากให้สะอาดและการแปลงฟันให้ถูกวิธีเป็นเรื่องที่ปกติ แต่ว่าคนส่วนใหญ่นั้นแปลงฟันผิดวิธีการที่เรานั้นแปลงฟันเราต้องทำทุกวันอย่างน้อยวันล่ะสองครั้งคือ ตอนเช้าตื่นนอนก่อนที่เรานั้นจะรับประทานอาหาร  ครั้งที่สองนั้นแปลงฟันก่อนนอน

การที่เรานั้นดูแลประจำวัน  ซึ่งก็คือการแปรรงฟันอย่างถูกวิธีจะได้ช่วยการป้องกันเกี่ยวกับช่องปาก  ทำให้เรานั้นเจ็บตัวน้อยกว่าประหยัดกว่า และ วิตกกังวลน้อยกว่าที่ต้องรับการรักษาเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว  และนี่คือขั้นตอนง่ายๆในการช่วยลดความเสี่ยงต่อฟันผุ โรคเหงือก และปัญหาที่เกี่ยวกับฟันอื่นๆ

ซึ่งตัวเรานั้นต้องปฏิบัติในระยะระหว่างการนัดพบแพทย์  การแปลงฟันอย่างให้ทั่วถึงวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันวันละครั้ง การรับประทานอาหารที่ถูกสัดส่วนและจำกัดอาหารว่างระหว่างมื้อ การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์  การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ในกรณีที่ทันตแพทย์แนะนำ การที่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ดื่มน้ำที่ผสมฟลูออไรด์ หรือให้อาหารเสริมฟลูอไรด์

ในการที่เรานั้นแปลงฟันเราต้องแปลงฟันที่ถูกต้องถ้าเรานั้นต้องแปลงฟันถูกต้องและถูกวิธีนั้นจะทำให้สุขภาพฟันเรานั้นดีและแข็งแรงเพื่อที่จะได้ มีสุขภาพฟันให้เรานั้นอยู่กับเรานั้นไปตลอดชีวิตเพื่อที่จะได้ทำให้เรานั้นกินอะไรแล้วอร่อยและช่องปากของเรานั้นจะได้มีสุขภาพที่ดีด้วย 

 

สนับสนุนโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderแบ่งเวลากิน แบ่งเวลาอด ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แบ่งเวลากิน แบ่งเวลาอด ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น
การงดของกิน 16-18 ชั่วโมง บางทีอาจเป็นคีย์สำคัญสำหรับเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย แม้ว่าจะจำเป็นต้องต่อสู้กับความโหยหิวก็ตาม
ผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยจาก The New England Journal of Medicine บอกว่ากระบวนการทำ Intermittent Fasting หรือ IF สามารถลดระดับความดันเลือด ลดความอ้วน รวมทั้งทำให้อายุยืนขึ้นได้

คนเขียนที่ทำการค้นคว้านี้เป็น Mark Mattson คุณครูด้านประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins เอ่ยถึงกระบวนการทำ IF 2 แบบร่วมกัน โดยแบบแรกเป็น 6:8 รับประทาน 6-8 ชั่วโมง ไม่กินอาหาร 16-18 ชั่วโมง แล้วก็แบบที่ 2 เป็น 5:2 รับประทานธรรมดา 5 วัน และก็ไม่กินอาหาร 2 วันใน 1 อาทิตย์ (โดยวันที่อดทานได้ไม่เกิน 500 แคลอรี)

แล้วมันเห็นผลอย่างไร ?
เคยมีการทดสอบการใช้แนวทาง IF กับผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งผลออกมาว่ามันสามารถลดความอ้วนได้จริง Mattson พูดว่า แนวทาง IF ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของเซลล์ ซึ่งจะช่วยสำหรับการสลับการเผาผลาญอาหาร เป็นในตอนที่อดเซลล์จะนำไขมันออกมาใช้เป็นพลังงาน

ผลดีที่กำลังจะได้รับเป็นอย่างไร ?
จากการค้นคว้าหลายๆ งาน บางอันก็กล่าว่าวิธีการทำ IF สามารถทำให้ชีวิตคนเราและสัตว์ยืนยาวขึ้น มีร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมทั้งชี้ให้เห็นแล้วรู้เรื่องเกี่ยวกับแนวทาง IF เพิ่มมากขึ้น

มีคนเป็นโรคเบาหวาน 2 รายที่ลดความอ้วนได้ด้วยแนวทาง IF หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่ต้องรับอินซูลินอีกต่อไป เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเบาหวานสามารถรักษาได้

ผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยก่อนๆ ของ Mattson แสดงให้เห็นว่าวิธีการทำ IF สามารถลดความเคร่งเครียดแล้วก็แนวทางการทำงานของสมองและระบบได้ ในปี 2009 ส่งผลงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยในผู้สูงวัย 2 คน ที่มีความจำที่ดียิ่งขึ้นจากการละของกิน รวมทั้งเพศชายและกลุ่มชายหนุ่มสามารถลดไขมันรวมทั้งรักษากล้ามเนื้อเอาไว้ได้จากการงดของกิน 16 ชั่วโมง วันแล้ววันเล่า

ข้อกำหนดของวิธีการทำ IF
แม้กระทั่งส่งผลงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยด้านดีออกมามากไม่น้อยเลยทีเดียวแม้กระนั้นก็ยังเป็นงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยแคบๆที่สำเร็จกับผู้ที่น้ำหนักเกินรวมทั้งอยู่ในวัยรุ่นรวมทั้งกลางคน ในผลของงานวิจัยจุดบกพร่องของวิธีการทำ IF ทำให้เห็นว่าเกือบจะ 40% ของผู้ที่ทำ IF ถูกสั่งให้หยุดทำฉับพลันเพราะเหตุว่าได้รับผลที่ไม่ดีนัก

“มันบางครั้งก็อาจจะทรมานจากความหิวในตอนแรกๆ แต่ว่าความทรมาทรกรรมนี้จะผ่านไปภายหลังคุณได้ทดลองทำ 2 อาทิตย์ ด้วยเหตุว่าร่างกายแล้วก็สมองจะจำการกระทำใหม่ๆ ของพวกคุณ” Mattson กล่าว

bookmark_borderอันตรายร้ายๆ ของยาจุดกันยุง

“ยาจุดกันยุง” เชื่อว่าหลายบ้านคงต้องรู้จักและมีติดบ้านกันอยู่บ้าง วัตถุประสงค์ของยาจุดกันยุง แค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วอย่างชัดเจนว่าใช้ประโยชน์สำหรับป้องกันยุง ทั้งนี้ยาจุดกันยุงในปัจจุบันมีให้เราเลือกซื้อหลายยี่ห้อทั้งตามร้านชำ ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า โดยที่สำคัญคือมีราคาไม่แพง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยัง ผุดขึ้นมาหลากหลาย แต่ส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ โดยส่วนประกอบที่เป็นหัวใจเลยก็คือ สาร d-Allethrin และสารเคมีชนิดนี้เองที่ เรากำลังจะพูดถึง เพราะนอกจากจะไล่ยุงแล้วยังไล่ยุงอีกด้วย เพราะมันสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับคนได้ โดยระบบการทำงานของยาจุดกันยุงจะเป็นการผสมสารออกฤทธิ์รวมกับขี้เลื่อย หากจุดยากันยุงก็จะเกิดความร้อน แล้งส่งผลให้สารออกทธิ์กลายเป็นไอระเหยออกมาทำหน้าที่ในการกำจัดยุง ซึ่งสารที่ระเหยออกมานั้นจะมีผลเสียต่อสุขภาพของคนด้วยเช่นเดียวกัน

อันตรายของยาจุดกันยุง
ด้วยความที่ยาจุดกันยุงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย ซึ่งมักจุดยากันยุงเพื่อไล่ยุงในบริเวณที่มีคนอยู่ เช่น ตั้งวิงทานข้าวนอกบ้าน ก็จุดยากันยุงไล่ยุง อยู่ข้างนอกก็จุด นอนที่ที่มียุงเยอะก็จด ซึ่งทำให้เกิดการสูดดมสารที่ระเหยจากกันยุงเข้าไปในร่างกาย สารระเหยนั้นเพียงสูดเข้าไปก็ไม่ได้อันตายหรือรุนแรงอะไร เพียงแค่คุณอาจเคืองๆ จมูก รู้สึกหายใจติดๆขัดๆ หายใจไม่สะดวกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมาในระยะยาวเมื่อเราสูดดมควันของยาจุดกันยุงเป็นประจำบ่อยๆ อาจร้ายแรง คือ
– สารระเหยที่สูดดิมเข้าไปสะสมในร่างกาย เทียบเท่าได้กับการสูดดมควันจากบุหรี่เข้าไป
– สารระเหยจากยาจุดกันยุงจะเข้าไปทำลายเยื่อบุเมือก
– ทำลายระบบทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ
– ส่งผลให้หลอดลมและกล่องเสียงอักเสบ
– สารระเหยทำลายปอด ทรวงอก ทางเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ
– เกิดอาการหายใจถี่ๆ รัว
– รู้สึกวิงเวียนปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
– การสัมผัสทางผิวหนังก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างแรง
– สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
– การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
– หากสารระเหยเข้าตาจะทำให้มีอาการตาแดง รู้สึกเจ็บตา น้ำตาจะไหลออกมา
– สารจากยาจุดกันยุงนี้ยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยาจุดกันยุงก็ยังคงเป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คนไทยอยู่ ด้วยความที่ราคาค่อนข้างถูก หาซื้อง่าย ใช้งานง่าย ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีใช้อย่างปลอดภัยง่ายๆ คือ หากจำเป็นต้องใช้ ให้จุดทิ้งไว้ในบริเวณที่ไม่มีคน เพื่อป้องกันการสูดดม และจุดด้วยความระมัดระวัง ตั้งไว้ในที่พ้นมือเด็ก เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นอันตรายในทันที แต่แน่นอนว่าสะสมไปเรื่อยๆ และเป็นรุนแรงขึ้นในระยะยาวแน่นอน

bookmark_border‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ เกิดจากอะไร

อาการป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิต ทุกคนจึงควรที่จะหันมาใส่ใจและรู้ทันโรคหัวใจ เพื่อดูแลป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว และทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงกันดีกว่า

“ภาวะหัวใจล้มเหลว” เกิดจากอะไร?
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีสาเหตุมาจากการที่หัวใจทำงานผิดปกติไม่ตอบรับหรือตอบสนองต่อความต้องการของร่างกาย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจตกอยู่ในภาวะขาดเลือดจนถึงขั้นที่เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ประกอบกับป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ นอกจากนี้การติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจก็เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดน้อยลง จนส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และไม่สามารถรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้เป็นปกติ จนเป็นเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ในที่สุด

สัญญาณอันตราย “หัวใจล้มเหลว”
ก่อนที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการแสดงออกมาซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยอาจจะปรากฏอาการเพียงอาการเดียวหรือหลายๆ อาการร่วมด้วย ได้แก่
1. รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

2. รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากเมื่อออกกำลังกาย

3. หายใจลำบากเมื่อนอนหงาย

4. มีการตื่นกลางดึกเพราะไอหรือหายใจลำบาก

5. ขา ข้อเท้า เท้าหรือตัวบวมจากภาวะคั่งน้ำ

6. เวียนศีรษะ หน้ามืดบ่อย

7. เข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน

ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คงจะรู้สึกกังวลใจไม่น้อย อย่างไรก็ตามหากเรามีการใส่ใจดูแลตนเองมากๆ ก็จะสามารถห่างไกลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และวิธีดูแลตัวเองก็สามารถทำได้ ดังนี้
1. ควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

2. เลี่ยงกินเค็ม ด้วยการไม่เติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสเพิ่มไปในอาหาร เลี่ยงเกลือโซเดียม อาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง ของหมักดอง อาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารเค็มจะทำให้น้ำคั่งในร่างกายมากขึ้น

3. งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม

4. จัดการความเครียด ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การทำสมาธิ ท่องเที่ยว

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที คนที่เป็นโรคหัวใจต้องดูแลตัวเองให้ดี ได้แก่ หากน้ำหนักลดเร็ว ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายๆ ครั้งละไม่มากแต่บ่อย เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร ชั่งน้ำหนักตัวเองและทำการจดบันทึกไว้เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน อาจบ่งบอกว่าเกิดภาวะการคั่งน้ำควรปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการบวม กดบุ๋มให้รีบพบแพทย์ทันที แต่หากเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบาย ควรงดออกกำลังกาย

6. งดอาหารที่มีรสเค็ม

7. ทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง หากเกิดอาการผิดปกติปรึกษาแพทย์ทันที และพบแพทย์ตามนัด

8. เลี่ยงเดินทางไกลหรือนั่งเป็นเวลานาน ไม่เดินทางตามลำพัง และไม่โดยสารเครื่องบิน

bookmark_borderเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

อาหารเสริมสำหรับกระดูก
กระดูกเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นของร่างกาย กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกาย ป้องกันอวัยวะต่างๆ ยึดเหนี่ยวกล้ามเนื้อ และเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมภายในร่างกาย น่าเสียดายกระดูกมีอายุเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความแข็งแรง อย่างไรก็ตามคุณสามาถปกป้องกระดูกได้ด้วยการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เช่น วิตามินและแร่ธาตุเสริม

อาหารเสริมสำหรับกระดูก ที่ต้องการมีอะไรบ้าง
กระดูกของคุณประกอบด้วยคอลลาเจนและแคลเซียม คอลลาเจนทำหน้าที่สร้างโครงสร้างและแคลเซียมส่งเสริมให้เกิดความแข็งแรงและทนทาน วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ตลอดชีวิตของเรากระดูกมีโอกาสแตกหักและเสียหายได้เนื่องจากการขาดแคลเซียม คุณสามารถป้องกันความเสียหายของกระดูกได้โดยการเติมแคลเซียมและวิตามินดีให้กับร่างกาย

เมื่อไหร่ที่ควรรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริม
ในทางทฤษฎีแล้ว คุณได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ตัวอย่างเช่น คุณสามารถรับแคลเซียมได้จากผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต นม และชีส อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถรับสารอาหารได้เพียงพอจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป นี่คือเหตุผลที่คุณต้องการอาหารเสริม ทั้งนี้ควรเพิ่มการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เมื่อมีอาการดังต่อไป:

  • รับประทานมังสวิรัติและอาหารเหล่านั้นไม่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอต่อร่างกาย
  • มีอาการแพ้แลคโตสเนื่องจากไม่สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามินดี
  • มีความผิดปกติของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน และ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก
  • ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • มีความผิดปกติที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ แช่น กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร และโรคโรคเซลิแอค
    คุณสามารถรับแคลเซียมและวิตามินดีจากการรับประทานและการใช้วัคซีนเสริม ในหนึ่งวันร่างกายของเราต้องการแคลเซียมปริมาณ 700 มิลลิกรัม และวิตามินดีปริมาณ 8.5 ถึง 10 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง
แคลเซียมเสริมไม่มีความจำเป็นกับทุกคน หากคุณมีปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแคลเซียมที่มากเกินไปในร่างกาย คุณไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม

หากคุณมีอาการแพ้วิตามินดี คุณไม่ควรรับประทานวิตามินดีเสริม ทั้งนี้คุณควรได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณวิตามินดีที่มากเกินไปส่งผลให้กระดูกอ่อนแอและสร้างความเสียหายแก่ไตและหัวใจ วิตามินดียังมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

เมื่อการรับประทานอาหารไม่อาจทำให้คุณรับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอได้ การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริมอาจช่วยคุณได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมใดๆ