bookmark_borderอันตรายร้ายๆ ของยาจุดกันยุง

“ยาจุดกันยุง” เชื่อว่าหลายบ้านคงต้องรู้จักและมีติดบ้านกันอยู่บ้าง วัตถุประสงค์ของยาจุดกันยุง แค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วอย่างชัดเจนว่าใช้ประโยชน์สำหรับป้องกันยุง ทั้งนี้ยาจุดกันยุงในปัจจุบันมีให้เราเลือกซื้อหลายยี่ห้อทั้งตามร้านชำ ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า โดยที่สำคัญคือมีราคาไม่แพง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยัง ผุดขึ้นมาหลากหลาย แต่ส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ โดยส่วนประกอบที่เป็นหัวใจเลยก็คือ สาร d-Allethrin และสารเคมีชนิดนี้เองที่ เรากำลังจะพูดถึง เพราะนอกจากจะไล่ยุงแล้วยังไล่ยุงอีกด้วย เพราะมันสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับคนได้ โดยระบบการทำงานของยาจุดกันยุงจะเป็นการผสมสารออกฤทธิ์รวมกับขี้เลื่อย หากจุดยากันยุงก็จะเกิดความร้อน แล้งส่งผลให้สารออกทธิ์กลายเป็นไอระเหยออกมาทำหน้าที่ในการกำจัดยุง ซึ่งสารที่ระเหยออกมานั้นจะมีผลเสียต่อสุขภาพของคนด้วยเช่นเดียวกัน

อันตรายของยาจุดกันยุง
ด้วยความที่ยาจุดกันยุงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย ซึ่งมักจุดยากันยุงเพื่อไล่ยุงในบริเวณที่มีคนอยู่ เช่น ตั้งวิงทานข้าวนอกบ้าน ก็จุดยากันยุงไล่ยุง อยู่ข้างนอกก็จุด นอนที่ที่มียุงเยอะก็จด ซึ่งทำให้เกิดการสูดดมสารที่ระเหยจากกันยุงเข้าไปในร่างกาย สารระเหยนั้นเพียงสูดเข้าไปก็ไม่ได้อันตายหรือรุนแรงอะไร เพียงแค่คุณอาจเคืองๆ จมูก รู้สึกหายใจติดๆขัดๆ หายใจไม่สะดวกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมาในระยะยาวเมื่อเราสูดดมควันของยาจุดกันยุงเป็นประจำบ่อยๆ อาจร้ายแรง คือ
– สารระเหยที่สูดดิมเข้าไปสะสมในร่างกาย เทียบเท่าได้กับการสูดดมควันจากบุหรี่เข้าไป
– สารระเหยจากยาจุดกันยุงจะเข้าไปทำลายเยื่อบุเมือก
– ทำลายระบบทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ
– ส่งผลให้หลอดลมและกล่องเสียงอักเสบ
– สารระเหยทำลายปอด ทรวงอก ทางเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ
– เกิดอาการหายใจถี่ๆ รัว
– รู้สึกวิงเวียนปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
– การสัมผัสทางผิวหนังก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างแรง
– สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
– การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
– หากสารระเหยเข้าตาจะทำให้มีอาการตาแดง รู้สึกเจ็บตา น้ำตาจะไหลออกมา
– สารจากยาจุดกันยุงนี้ยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยาจุดกันยุงก็ยังคงเป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คนไทยอยู่ ด้วยความที่ราคาค่อนข้างถูก หาซื้อง่าย ใช้งานง่าย ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีใช้อย่างปลอดภัยง่ายๆ คือ หากจำเป็นต้องใช้ ให้จุดทิ้งไว้ในบริเวณที่ไม่มีคน เพื่อป้องกันการสูดดม และจุดด้วยความระมัดระวัง ตั้งไว้ในที่พ้นมือเด็ก เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นอันตรายในทันที แต่แน่นอนว่าสะสมไปเรื่อยๆ และเป็นรุนแรงขึ้นในระยะยาวแน่นอน

bookmark_border‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ เกิดจากอะไร

อาการป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิต ทุกคนจึงควรที่จะหันมาใส่ใจและรู้ทันโรคหัวใจ เพื่อดูแลป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว และทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงกันดีกว่า

“ภาวะหัวใจล้มเหลว” เกิดจากอะไร?
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีสาเหตุมาจากการที่หัวใจทำงานผิดปกติไม่ตอบรับหรือตอบสนองต่อความต้องการของร่างกาย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจตกอยู่ในภาวะขาดเลือดจนถึงขั้นที่เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ประกอบกับป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ นอกจากนี้การติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจก็เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดน้อยลง จนส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และไม่สามารถรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้เป็นปกติ จนเป็นเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ในที่สุด

สัญญาณอันตราย “หัวใจล้มเหลว”
ก่อนที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการแสดงออกมาซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยอาจจะปรากฏอาการเพียงอาการเดียวหรือหลายๆ อาการร่วมด้วย ได้แก่
1. รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

2. รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากเมื่อออกกำลังกาย

3. หายใจลำบากเมื่อนอนหงาย

4. มีการตื่นกลางดึกเพราะไอหรือหายใจลำบาก

5. ขา ข้อเท้า เท้าหรือตัวบวมจากภาวะคั่งน้ำ

6. เวียนศีรษะ หน้ามืดบ่อย

7. เข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน

ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คงจะรู้สึกกังวลใจไม่น้อย อย่างไรก็ตามหากเรามีการใส่ใจดูแลตนเองมากๆ ก็จะสามารถห่างไกลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และวิธีดูแลตัวเองก็สามารถทำได้ ดังนี้
1. ควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

2. เลี่ยงกินเค็ม ด้วยการไม่เติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสเพิ่มไปในอาหาร เลี่ยงเกลือโซเดียม อาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง ของหมักดอง อาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารเค็มจะทำให้น้ำคั่งในร่างกายมากขึ้น

3. งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม

4. จัดการความเครียด ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การทำสมาธิ ท่องเที่ยว

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที คนที่เป็นโรคหัวใจต้องดูแลตัวเองให้ดี ได้แก่ หากน้ำหนักลดเร็ว ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายๆ ครั้งละไม่มากแต่บ่อย เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร ชั่งน้ำหนักตัวเองและทำการจดบันทึกไว้เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน อาจบ่งบอกว่าเกิดภาวะการคั่งน้ำควรปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการบวม กดบุ๋มให้รีบพบแพทย์ทันที แต่หากเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบาย ควรงดออกกำลังกาย

6. งดอาหารที่มีรสเค็ม

7. ทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง หากเกิดอาการผิดปกติปรึกษาแพทย์ทันที และพบแพทย์ตามนัด

8. เลี่ยงเดินทางไกลหรือนั่งเป็นเวลานาน ไม่เดินทางตามลำพัง และไม่โดยสารเครื่องบิน

bookmark_borderเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

อาหารเสริมสำหรับกระดูก
กระดูกเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นของร่างกาย กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกาย ป้องกันอวัยวะต่างๆ ยึดเหนี่ยวกล้ามเนื้อ และเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมภายในร่างกาย น่าเสียดายกระดูกมีอายุเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความแข็งแรง อย่างไรก็ตามคุณสามาถปกป้องกระดูกได้ด้วยการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เช่น วิตามินและแร่ธาตุเสริม

อาหารเสริมสำหรับกระดูก ที่ต้องการมีอะไรบ้าง
กระดูกของคุณประกอบด้วยคอลลาเจนและแคลเซียม คอลลาเจนทำหน้าที่สร้างโครงสร้างและแคลเซียมส่งเสริมให้เกิดความแข็งแรงและทนทาน วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ตลอดชีวิตของเรากระดูกมีโอกาสแตกหักและเสียหายได้เนื่องจากการขาดแคลเซียม คุณสามารถป้องกันความเสียหายของกระดูกได้โดยการเติมแคลเซียมและวิตามินดีให้กับร่างกาย

เมื่อไหร่ที่ควรรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริม
ในทางทฤษฎีแล้ว คุณได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ตัวอย่างเช่น คุณสามารถรับแคลเซียมได้จากผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต นม และชีส อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถรับสารอาหารได้เพียงพอจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป นี่คือเหตุผลที่คุณต้องการอาหารเสริม ทั้งนี้ควรเพิ่มการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เมื่อมีอาการดังต่อไป:

  • รับประทานมังสวิรัติและอาหารเหล่านั้นไม่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอต่อร่างกาย
  • มีอาการแพ้แลคโตสเนื่องจากไม่สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามินดี
  • มีความผิดปกติของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน และ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก
  • ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • มีความผิดปกติที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ แช่น กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร และโรคโรคเซลิแอค
    คุณสามารถรับแคลเซียมและวิตามินดีจากการรับประทานและการใช้วัคซีนเสริม ในหนึ่งวันร่างกายของเราต้องการแคลเซียมปริมาณ 700 มิลลิกรัม และวิตามินดีปริมาณ 8.5 ถึง 10 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง
แคลเซียมเสริมไม่มีความจำเป็นกับทุกคน หากคุณมีปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแคลเซียมที่มากเกินไปในร่างกาย คุณไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม

หากคุณมีอาการแพ้วิตามินดี คุณไม่ควรรับประทานวิตามินดีเสริม ทั้งนี้คุณควรได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณวิตามินดีที่มากเกินไปส่งผลให้กระดูกอ่อนแอและสร้างความเสียหายแก่ไตและหัวใจ วิตามินดียังมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

เมื่อการรับประทานอาหารไม่อาจทำให้คุณรับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอได้ การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริมอาจช่วยคุณได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมใดๆ

bookmark_borderอยากให้ตับแข็งแรงต้องทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

อยากให้ตับแข็งแรงต้องทานอะไร?

เทรนด์ใหม่ยอดนิยมในโลกปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นเทรนด์สำหรับสุขภาพ ที่กำลังมาแรงและไม่มีท่าทีที่จะหยุดหย่อน คนไทยสมัยใหม่ได้หันมารักสุขภาพกันมากขึ้น และการรักษาสุขภาพก็มีหลากหลายประเภทแยกย่อยไปอีก วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารสำหรับบำรุงตับให้แข็งแรงกันดีกว่า เริ่มกันที่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มาแรงสำหรับตอนนี้นั้นก็คือ Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ ที่หลายท่านให้ความไว้วางใจ หรือจะเป็นอาหารที่มีตามท้องตลาดที่สามารถหาได้อย่างง่ายๆ และราคาไม่สูง มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.กะหล่ำปลี เพราะในกะหล่ำปลีมีส่วนช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนในร่างกาย ทำให้ล้างสารพิษ บำรุงตับได้เป็นอย่างดี

2.แครอท เพราะในแครอทมีวิตามินหลากหลายชนิด ทั้งวิตามิน A, B1, B2, C, D และ K ซึ่งมีผลที่จะช่วยบำรุงเลือด และบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย

3.บีทรูท เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยชั้นดีที่จะบำรุงตับของเราให้แข็งแรงอย่างเห็นผล เนื่องจากสารตัวนี้จะเข้าไปบำรุงตับ และทำให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้

4.ลิ้นจี่ เพราะลิ้นจี่นี้ก็เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน กลูโคส และมีฤทธิ์อุ่นช่วยบรรเทาอาการอักเสบของตับได้ แต่ไม่เหมาะกับคนที่มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ ปวดฟัน หรือท้องผูกสักเท่าไหร่ เพราะอาจยิ่งทำให้อาการเหล่านั้นกำเริบหนักได้

5.ชาเขียว เพราะชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระทำให้มีส่วนช่วยในการบำรุงตับได้เป็นอย่างดี และป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับได้อีกต่างหาก

6.มันเทศ เพราะเป็นอาหารบำรุงตับที่มีกลูโคชิโนเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่หาได้จากพืชผักอยู่เพียบ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ต่อต้านสารพิษ และเอนไซม์ที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร ช่วยให้ตับลดภาระหนักได้ในแต่ละวัน

เพียง 6 อย่างนี้ ก็จะช่วยบำรุงให้ตับของเราห่างไกลและไม่เสี่ยงกับโรคตับแข็งหรือโรคตับอักเสบได้แล้วหละ

bookmark_borderความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคต้อหินที่ควรรู้

ความเชื่อ: ต้อหินเกิดจากความดันลูกตาสูง

ความจริง: ไม่ใช่ทุกคนที่มีความดันลูกตาสูงจะเป็นต้อหิน พบว่าอาจมีคนไข้ต้อหินเกินกว่าครึ่งที่ความดันลูกตาไม่เคยสูง

ความเชื่อ: ต้อหินเป็นโรคของคนอายุมาก

ความจริง: จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ อาจเป็นตั้งแต่แรกเกิดหรือพบร่วมกับโรคตา หรือโรคทางกายอื่น ๆ

ความเชื่อ: คนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าคนชาวตะวันตก

ความจริง: คนไทย 1 ใน 6 ของประชากรที่อายุเกิน 50 ปีมีโอกาสเป็นต้อหิน

ความเชื่อ: ต้อกระจก ทิ้งไว้ไม่รักษาจะกลายเป็นต้อหิน

ความจริง: คนที่เป็นต้อกระจกจะไม่กลายเป็นต้อหิน เว้นเสียแต่ว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดต้อหินร่วม หรือทิ้งไว้นานจนต้อกระจกสุกขุ่นขาวก็อาจทำให้เกิดต้อหินได้

ความเชื่อ: ต้อหินเกิดจากใช้คอมพิวเตอร์มาก

ความจริง: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอ แต่การที่มีสายตาสั้นมากเป็นปัจจัยของการเกิดต้อหินได้ กลุ่มคนทำงานหนักอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่มีสายตาสั้นมากอยู่แล้ว

ความเชื่อ: ต้อหินมักต้องมีอาการปวดตา

ความจริง: จริง ๆ แล้วคนที่เป็นต้อหินจะไม่มีอาการอะไรเลย จนกระทั่งประสาทตาถูกทำลายไปครึ่งหนึ่งจึงเริ่มมีอาการตามัว

ความเชื่อ: ต้อหินถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม

ความจริง: ไม่ได้หมายความว่าลูกต้องเป็นต้อหิน ถ้าพ่อหรือแม่เป็นต้อหิน แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ครอบครัวมีประวัติเป็นต้อหิน ควรรับการตรวจเช็คสุขภาพตาแต่เนิ่น ๆ สม่ำเสมอ เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่าประชากรทั่วไป 5 – 6 เท่า

bookmark_borderสมองล้าดูแลอย่างไรดี

รู้จักกับภาวะสมองล้า
ภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) คือ ภาวะเครียดโดยไม่รู้ตัวจากการที่สมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากความเร่งรีบที่จะทำงานให้เสร็จ การพักผ่อนน้อย หรือการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ทำให้สารสื่อประสาทในสมองซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเสียสมดุล ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงแย่ลง มีการเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนมีหมอกลงในสมองทำให้ไม่สดใส Brain Fog Syndrome หากเกิดบ่อยครั้งจะกลายเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคกระเพาะ, โรคอ้วน, ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ, โรคเบาหวาน ฯลฯ

สาเหตุของภาวะสมองล้า
ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่มีส่วนสำคัญที่ทำให้โอกาสเกิดภาวะสมองล้าเพิ่มมากขึ้น ได้แก่

  • คลื่นแม่เหล็ก จากการใช้งานคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บแล็ตมากเกินไป รบกวนการหลั่งสารสื่อประสาทในสมอง
  • ความเครียด ทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เกิดอาการมึนงง ความจำแย่ลง
  • นอนดึก นอนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย
  • ขาดสารอาหาร อาทิ กรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ
  • สารพิษในชีวิตประจำวัน เช่น มลภาวะ สารเคมี โลหะหนัก ยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนในอากาศ น้ำ และอาหาร

อาการเตือนของภาวะสมองล้า

  • นอนไม่หลับ
  • ปวดศีรษะเรื้อรัง
  • สายตาอ่อนเพลีย
  • อารมณ์แปรปรวน
  • หงุดหงิดง่าย
  • ขี้หลงขี้ลืม
  • ความจำระยะสั้นแย่ลง
  • สมาธิในการทำงานลดลง
  • ความคิดสร้างสรรค์ที่เคยมีหายไป
  • ลางานบ่อย
  • ไม่สดชื่น

รักษาสมองไม่ให้ล้า
การรักษาภาวะสมองล้าจำเป็นที่จะต้องปรับวิธีการใช้ชีวิต ทั้งในด้านพฤติกรรม อาหาร จิตใจ การออกกำลังกาย รวมถึงการล้างสารพิษ ได้แก่

  • ควบคุมการใช้เทคโนโลยีในเวลาที่เหมาะสม ไม่นานจนเกินไปหรือตลอดทั้งวัน ควรหยุดพักบ้างเป็นระยะ
  • คิดบวก มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ไม่เครียด
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสมอง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7 – 8 ชั่วโมง และควรนอนในเวลา 4 ทุ่มไม่เกินเที่ยงคืน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะช่วยให้สุขภาพสมองแข็งแรง
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และไม่ดื่มกาแฟในช่วงเย็นเพราะอาจรบกวนการนอนหลับ
  • ท่องเที่ยวธรรมชาติเพื่อผ่อนคลายและได้สูดออกซิเจนให้เต็มปอด ช่วยเติมพลังชีวิตได้ดี

bookmark_borderเจไม่เจ กินเจอย่างไร ให้สุขภาพดี

เทศกาล “กินเจ” กำลังใกล้เข้ามาถึงในไม่ช้า การกินเจนั้นถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมความเชื่อของชาวจีนว่าการกินเจคือ การไม่ไปเบียดเบียนชีวิตของคนอื่น
ช่วยให้กายใจบริสุทธิ์และยังทำให้ได้รับบุญกุศลเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ การกินเจยังได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพซึ่งเชื่อว่าการกินเจจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดี

เนื่องจากเป็นอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ แต่อย่างไรก็ตามการกินเจในปัจจุบันเริ่มมีการนำเอาวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารมากขึ้นเพื่อเพิ่มรสชาติ บางแหล่งยังถูกจำลองกลิ่นและรสสัมผัสให้คล้ายอาหารที่ผ่านการปรุงจากเนื้อสัตว์

ซึ่งสารที่เติมเข้าไปล้วนมีส่วนผสมของสารเคมี สารกันบูดและบางผลิตภัณฑ์ยังมีการปนเปื้อนของเชื้อราอีกด้วย

การกินเจในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องของการดูแลสุขภาพเพียงอย่างเดียว เพราะหากไม่รู้จักระวังก็อาจจะกลายเป็นการให้โทษต่อร่างกายได้ นอกจากนี้ อาหารเจยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตและไขมันเป็นหลัก

เมื่อรับประทานมากๆ ก็เสี่ยงที่จะทำให้มีภาวะน้ำหนักเกินและไขมันในเลือดสูงตามมาได้ ดังนั้น ก่อนเริ่มต้นกินเจเราควรพิจารณาเมนูอาหารให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจไปพร้อมๆ กันอย่างสมบูรณ์

กินเจ ระวัง! ขาดสารอาหาร
ผู้ที่กินเจในระยะยาวอาจจะทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้โดยเฉพาะโปรตีน แต่ในผู้ที่กินตามเทศกาลเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ มักจะไม่ค่อยมีปัญหาทางด้านสุขภาพ แต่ทางที่ดีก็ควรเลือกกินอาหารหลากหลายชนิด

โดยเฉพาะถั่วและธัญพืชต่างๆ ที่มีส่วนประกอบของโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์ กินผักและผลไม้ในมื้ออาหารเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ

‘ถั่วเหลือง’
คือ หนึ่งในแหล่งโปรตีนชั้นเลิศที่ขาดไม่ได้ เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหารเจที่มีคุณค่าของโปรตีนพอๆ กับเนื้อสัตว์หากได้รับในปริมาณที่เพียงพอ นอกจากนี้ ในบรรดาพืชผักอื่นๆ ยังมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรค ลดไขมันในเลือดและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้

ดังนั้น การกุญแจสำคัญของการกินเจคือต้องเลือกอาหารที่มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะกินในช่วงเทศกาลหรือกินในระยะยาวก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหารตามมาได้

ข้อจำกัดในการกินเจ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ อาหารเจอาจจะไม่ค่อยได้รับคำแนะนำเท่าไรนัก เพราะอาจจะเข้าไปกระตุ้นให้โรคประจำตัวที่เป็นอยู่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอาหารประเภทนี้อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาลมาก ผู้ป่วยเบาหวาน โรคหัวใจและความดันควรหลีกเลี่ยงขนมที่ทำจากน้ำตาลในปริมาณสูง

ส่วนการกินเจให้ได้สุขภาพอย่างครบถ้วน ควรออกกำลังกายและเลือกกินอาหารอย่างพอเหมาะ ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสและพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ

เท่านี้ก็จะช่วยให้การกินเจเป็นประสบการณ์ดีๆ สักครั้งในรอบปีที่เราจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญได้อย่างมีความสุขค่ะ

bookmark_borderดูแลสุขภาพด้วยเทคนิคดีๆ เพื่อชีวิตที่สมดุล

หย่อนไปก็ไม่ดี ตึงไปก็ไม่ไหว เรากำลังพูดถึงวิธีการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวทำงานในยุคนี้ ให้ทั้งยังเอ็นจอยกินเที่ยวดื่มได้เต็มที่ แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ หรือโรคทางเดินอาหารทั้งหลายด้วย เพราะมันไม่ง่ายเลย บางคนชอบปาร์ตี้ บางคนบ้างาน แต่บางคนก็เข้มงวดกับการดูแลสุขภาพมากไป จนรู้ตัวอีกที ไม่รู้ว่าความสุขที่มีมันหายไปไหนหมด วันนี้ เราขอไกด์วิธีบาลานซ์การใช้ชีวิต กิน เที่ยว ดื่ม ทำงาน ปาร์ตี้ยังไง ไม่ต้องเข้าใกล้โรคร้าย และยังสนุกกับชีวิตได้อยู่

ข้าว 1 เนื้อสัตว์ 1 ผัก 2

  • กินผักแค่ไหนถึงเรียกว่าพอกับความต้องการ กินเนื้อสัตว์มากไปก็เสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้อีก เอาอย่างนี้เวลากินอาหารแต่ละมื้อให้ลองแบ่งจานออกเป็นพายชาร์ทสี่ส่วน ลองกะประมาณดูว่า มีแป้งหนึ่ง 1 ส่วน เนื้อสัตว์อยู่ 1 ส่วน และมีผักอยู่ 2 ส่วนที่เหลือ ถ้ากินปริมาณนี้ได้ทุกมื้อถือว่าเวิร์คเลย อ้าว…แล้วถ้าเวลาเครียดมากๆ อยากกินปิ้งย่างล่ะต้องทำไง เทคนิคคือ นานๆ กินทีได้ แต่ไม่ควรเกินเดือนละครั้ง ห้ามปิ้งจนเกรียมเกินไป และให้กินผักมากกว่าเนื้อสัตว์เป็น 2 ใน 3 เสมอ

ทำงานหนักแค่ไหน…ก็ขอนอนตอน 5 ทุ่ม

  • เพราะคุณงานเยอะท่วมหัว เราเข้าใจ แต่ต่อให้ระหว่างวันทำงานหนักแค่ไหน เหนื่อยสายตัวแทบขาด เราต้องให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอได้ทุกวัน ก่อนกลับมาใช้พลังงานใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น ดังนั้นควรเข้านอนเพื่อให้ร่างกายได้หลับลึกในช่วงเวลา 5 ทุ่ม – ตี 1 เวลาที่โกรทฮอร์โมนจะทำงานได้ดีที่สุด เพื่อให้เซลล์ในร่างกายได้ซ่อมแซมอย่างเต็มที่

ปาร์ตี้ได้ แต่ออกกำลังกายด้วย

  • ก็เข้าใจอีกนั่นแหละว่าชอบปาร์ตี้ ใครเป็นสายแฮงค์เอ้าท์ทุกวันศุกร์ แดนซ์ดึกดื่นจนหมดแมกซ์แล้วค่อยกลับบ้าน ควรมีกฏกับตัวเองเลยว่า วีคไหนปาร์ตี้หนัก ก็ควรออกกำลังกายหนักเพื่อทดแทนเช่นกัน ให้ร่างกายได้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ให้เหงื่อได้ขับสารพิษตกค้างจากที่เราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป และควรออกกำลังกายให้หลากหลาย ทั้งการคาร์ดิโอเผาผลาญ ทั้งสร้างกล้ามเนื้อ และคลาสที่ได้ยืดเหยียดอย่างโยคะ เพราะการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความสมดุลของพลังงานจะช่วยควบคุมระดับอินซูลิน และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

แอลกอฮอล์แก้วนึง น้ำเปล่าแก้วนึง

  • ขาดื่มทั้งหลาย ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคต ขอบอกเลยว่าควรลดปริมาณการดื่มลงหน่อย และอีกเทคนิคสำคัญที่จะทำให้คุณไม่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเกินไป คือบังคับตัวเองเลยว่าต้องดื่มแอลกอฮอล์สลับกับน้ำเปล่า เช่น ถ้าดื่มค็อกเทลหมดหนึ่งแก้ว ต้องดื่มน้ำเปล่าเข้าไปหนึ่งแก้วก่อน จึงจะดื่มแอลกอฮอล์แก้วต่อไปได้

เมื่อเครียดมาก ต้องดูหนังตลก

  • มีผลการศึกษามากมายที่พบว่าความเครียดเรื้อรังส่งผลให้เซลล์มะเร็งเติบโตขึ้นได้เร็วกว่าเดิม นั่นเพราะฮอร์โมนเครียดที่หลั่งออกมามากจะขัดขวางการทำงานของโปรตีนบางชนิดในเซลล์ของร่างกายไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ แต่ในทางกลับกัน ฮอร์โมนความสุขอย่างเอ็นโดรฟิน เซโรโทนิน และโดพามีน มีส่วนให้ร่างกายและจิตใจทำงานได้ดีขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และสารเหล่านี้จะหลั่งออกมาในขณะที่เราหัวเราะ นอกจากนี้การหัวเราะยังทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเข้าปอดเพิ่มมากขึ้นด้วยนะ