bookmark_borderสิ่งที่เราควรที่จะตัดสินใจก่อนที่จะใส่คอนแทคเลนส์

ในเมื่อเรารู้แล้วว่าการที่เราใส่คอนแทคเลนส์นั้นมีข้อเสียที่มากพอ แต่ว่าถ้าเป็นการที่เราเลี่ยงไม่ได้นั้นเราก็ควรที่จะดูเกี่ยวกับอะไรบ้างเพราะว่าดวงตาของเรามีเพียงคู่เดียวและเราก็ไม่อะไหล่ในการเปลี่ยนได้ถ้าเกิดว่าเราใส่แล้วเกิดตาของบอดนั้นก็คือตลอดชีวิตไปเลยทำให้ชีวิตของเรามืดลงอย่างที่เราเห็นได้ชัด แต่ว่าถ้าเป็นวิธีที่เราต้องเราต้องใส่นั้นเราก็ควรที่จะใส่ใจในเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์ ของคอนแทคเลนส์

เพราะว่าไม่อย่างนั้นอาจจะทำให้ตาของเราเกิดอาการอักเสบหรือว่าเป็นอื่นนั้นไปได้  สิ่งที่เราต้องดูในเรื่องของการผลิต เพราะว่าต้องใส่ใจการผลิตและการที่เราต้องดูแลเรื่องที่เกี่ยวกับวันหมดอายุเพราะว่านี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างมากเพราะว่าถ้าเราไม่ใส่ใจในเรื่องของวันหมดอายุก็อาจจะทำตาของเราบอดได้เพราะว่าเราใส่ของที่หมดอายุเข้าไปในตานั่นเอง  และการที่เราต้องดูแลเกี่ยวกับเรื่องของอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำยา  หรือว่าอุปกรณ์ในการใส่ต่างๆเราก็ควรที่จะดูแลเรื่องความสะอาดนั้นเป็นอย่างดีเพราะว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากนั่นเอง   และสิ่งสุดท้ายเราก็ต้องดูเกี่ยวกับใบอนุญาตที่ควรที่จะมีเพราะว่าเป็นเครื่องหมายในเรื่องของการันตีได้ว่าสามารถที่จะซื้อใส่ได้นั่นเอง   

      ข้อที่เราควรที่จะระวัง  ในการที่เราใส่คอนแทคเลนส์ 

ในเมื่อเราใส่คอนแทคเลนส์ก็ควรที่จะได้ใส่ก็ต่อเมื่อเราได้รับอนุญาตจากการที่เราเข้าไปตรวจเรื่องสายตา  หรือว่าผู้ที่มีความผิดรูปเกี่ยวกับเรื่องตาที่ไม่ควรที่จะใส่อย่างเช่น ดวงตาผิดปกติ  หรือว่าเป็นต้อเนื้อ  ต้อลม  เป็นตาแดง และเรื่องน้ำยาคอนเลนส์นั้นเราไม่ควรที่จะใช้จิ้มเข้าไปที่คอนแทคเลนส์เป็นโดยตรงเพราะว่าอาจจะทำให้เกิดการเสียหายได้  ในเรื่องของอุปกรณ์ในการใส่คอนแทคเลนส์

หรือว่าตลับนั้นเราก็ควรที่จะเปลี่ยนทุกเดือนหรือว่าอย่างน้อยนั้นสามเดือนครั้งนั่นเองเพราะว่าจะเป็นสิ่งที่เพราะเชื้อได้นั่นเอง  ในการที่เราจะใส่คอนแทคเลนส์เราก็ควรที่จะล้างมือของเรานั้นทุกครั้งในการใส่หรือว่าถอดคอนแทคเลนส์ออก  และเรื่องที่เกี่ยวกับการใส่คอนแทคเลนส์ในการใส่นอนนั้นไม่ควรที่จะใส่อย่าเด็ดขาด  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใส่ว่ายน้ำเพราะว่าจะเป็นเรื่องของการติดเชื้อนั้นได้

ดังนั้นเราก็ควรที่จะถอดคอนแทคเลนส์นั้นออกทุกครั้งในขณะที่เราอาบน้ำนั่นเอง  และสิ่งสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่เมื่อเรารู้สึกว่าเรามีอาการอักเสบที่ตาในขณะที่เราใส่เราไม่ควรใส่ควรที่จะถอดคอนแทคเลนส์นั้นออกทันที  

 

สนับสนุนโดย  แนวทางหวยฮานอยวันนี้

bookmark_borderรู้จักกับ โรค Computer Vision Syndrome

แพทย์หญิงแผนกรักษาและดูแลดวงตา โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความหมาย Computer Vision Syndrome (CVS) ไว้ว่า เป็นกรุ๊ปอาการทางดวงตาที่เกิดขึ้นมาจากการใช้สายตาไปกับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลาที่ฉพบว่า กว่า 90% ของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ที่มากกว่า 3 ชั่วโมง จะมีลักษณะ Computer Vision Syndrome อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางทีอาจเป็นด้วยกันทั้งหมด จนถึงขนาดส่งผลเสียกับคุณภาพชีวิตในทุกวัน

โดยรูปแบบของอาการ CVS มีดังนี้ 

  1. เมื่อยตา 
  2. ตาแห้ง 
  3. แสบตา 
  4. เคืองตา 
  5. ตามัว 
  6. มีการโฟกัสภาพได้ช้าลง 
  7. ตาสู้แสงสว่างไม่ได้ 
  8. ปวดกระบอกตา 
  9. ปวดหัว 

นอกจากนี้อาจมีลักษณะของการปวดหลัง ไหล่ หรือบริเวณก้านคอร่วมด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง Computer Vision Syndrome

  1. ขณะใส่ใจกับการอ่านหนังสือหรือจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ จะมีการกระพริบตาลดน้อยลง กระตุ้นให้เกิดอาการตาแห้งง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  2. แสงไฟด้านในห้องไม่เหมาะสม 
  3. มีแสงสะท้อนจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
  4. การที่ตัวหนังสือบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่เรียบชัด เท่าตัวพิมพ์บนหน้าหนังสือ หรือมีความไม่นิ่งของสัญญาณในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้จะต้องเพ่งมากขึ้น เท่ากับว่าใช้สายตาในการโฟกัสเยอะขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดอาการตาล้าขึ้นได้
  5. ระยะห่างจากจอถึงตัวเรา ที่ไม่เหมาะสม ศูนย์กลางของหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรจะอยู่ห่างจากตาราว 20-28 นิ้ว โดยแป้นอักษรควรจะวางอยู่ระดับที่ถือว่าต่ำกว่าหน้าจอ ให้ข้อมือรวมทั้งแขนขนานไปกับพื้น ศอกตั้งฉาก ไม่อยู่ในลักษณะเอื้อมไปด้านหน้า 
  6. ระดับสายตาสำหรับเพื่อการมองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นควรจะปรับระดับเก้าอี้ ให้เหมาะสมกับระดับสายตา
  7. ลักษณะหรือท่าสำหรับในการนั่งดำเนินงานที่ไม่เหมาะสม

ที่เหมาะสม คือ เท้าควรจะวางราบไปกับพื้น หัวเข่าตั้งฉาก ต้นขาขนานกับพื้น หากมีที่วางศอกจะช่วยแบ่งเบาภาระร่างกาย

ในการทำงานควรจะมีการพักสายตาบ้าง เมื่อใช้สายตาอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 20 นาที ควรจะละสายตาออกมาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์รวมทั้งมองออกไปให้ไกลโดยประมาณ 20 วินาที ทุก ๆ                 2 ชั่วโมง ควรจะพักสายตาหรือลุกจากโต๊ะทำงานบ้างสักประมาณ 15-20 นาที การกระพริบตาบ่อยมากขึ้น หรือบางทีอาจหยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยลดอาการตาแห้งช่วยทำให้สบายตาขึ้น ที่สำคัญหากพบว่ามีอาการเกี่ยวกับดวงตาหนักขึ้นที่ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานหรือใช้ชีวิตก็ควรที่จะไปหาหมอ เพื่อทำการตรวจความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

bookmark_borderเมื่อประจำเดือนนั้นมามากกว่า 7 วัน  

การที่เรานั้นเป็นผู้หญิงนี้แสนจะลำบาคเพราะว่าเรานั้นต้องเป็นประจำเดือนนั้นที่เรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นมีเดินเหินอะไรนั้นก็ลำบาคเพราะว่าเป็นช่วงที่ทรมานกับการที่เรานั้นรู้สึกว่าอึดอัดและยิ่งถ้าใครนั้นเป็นประจำเดือนที่มานานนั้นเราต้องไปหาหมอกันเพราะว่าการที่เรานั้นเป็นประจำเดือนนั้นเป็นแค่  3-7 วันตุถ้าใครนั้นเป็นมากกว่านี้ควรที่จะพบหมอนะค่ะว่าเรานั้นมีความผิดปกติอะไรบ้างดังนั้นเรานั้นต้องมาดูกันว่าการที่เรานั้นเป็นประจำเดือนที่มานานนั้นส่อว่าเรานั้นเป็นโรคอะไรได้บ้าง วันนี้เรานั้นเลยออกมาบอก 2 หัวข้อใหญ่ว่าเรานั้นจะเกิดอะไรได้บ้าง 

  1. ฮอร์โมนของเรานั้นสมดุลกับร่างกายของเรานั้นหรือไม่ อันนี้เรานั้นมักจะพบได้บ่อยเพราะว่าเป็นการที่เรานั้นเป็นประจำเดือนที่เรานั้นมามากหรือว่ามาน้อยและไม่มีความที่จะสมดุลของร่างกายซึ่งเกิดจากการที่เรานั้นตกไข่ที่ไม่มีความสมดุลจึงทำให้ประจำเดือนของเรานั้นออกมานั้นผิดปกติ  

สาเหตุของฮอร์โมนที่ไม่สมดุล  

 

  • เป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนของช่วยวัยรุ่นที่มีความเปลี่ยนแปลง  และก็ช่วงที่เรานั้นใกล้ที่จะหมดประจำเดือน

 

  • มีความผิดปกติของโรคไทรอยด์   ต่อมใต้สมอง  หรือว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • หรือว่าเรานั้นมีภาวะของโรคที่อ้วนมากเกินไป
  • หรือว่าเรานั้นมีเรื่องที่เครียดมากเกินไป
  • การที่เรานั้นออกกำลังกายแบบว่าหักโหมหรือว่าออกกำลังกายนั้นหนักมากเกิน 
  • เกิดจากการที่เรานั้นเริ่มที่จะเบื่ออาหาร กลายมาเป็นโรคที่เรานั้นเบื่ออาหาร
  • เนื้องอกของมดลูก  ส่วนใหญ่นั้นการที่เรานั้นเป็นเนื้องอกที่เรานั้นพบเจอนั้นเป็นเนื้องอกธรรมดาที่ไม่เป็นเนื้องอกที่เป็นอันตรายแต่ว่าการที่เรานั้นเป็นเนื้องอกนั้นจะเป็นอาการที่เรานั้นเป็นประจำเดือนนั้นเริ่มที่จะมามากและเรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นเริ่มจะมีอาการที่เรานั้นปวดตรงท้องน้อยปวดน่วงที่ท้องน้องด้วย 

สาเหตุที่เรานั้นพบบ่อย

  • การที่เรานั้นตั้งท้องนอกมดลูก
  • ผลข้างเคียงที่เรานั้นทายา อย่างเช่นเรานั้นกินยาคุมกำเนิดหรือว่ายาที่คุมฮอร์โมนนั้นมากเกิน
  • เป็นโรคที่ทำให้เลือดของเรานั้นแข็งตัวปกติ 
  • การที่เรานั้นติดเชื้อของมะเร็งหรือว่าเป็นการติดเชื้อของระบบอวัยวะการสืบพันธุ์ 
  • เป็นการที่เรานั้นเกิดจากการที่เรานั้นใส่ห่วงอนามัย

ทางที่ดีที่สุดนั้นเมื่อเรานั้นรู้สึกว่าเรานั้นเริ่มที่จะมีอาการที่ผิดปกติผิดไปจากเดิมนั้นเราควรที่จะไปพบหมอเพื่อที่จะปรึกษาเรื่องสุขภาพของเรานั้นว่าเป็นอะไร 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  เว็บแทงหวยถอนขั้นต่ำ100

bookmark_borderสิ่งที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการนอน

การนอนเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์เลยทีเดียว แน่นนอนว่าการนอนนั้นบางครั้งก็ไม่ได้ราบรื่นหรือมีการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอและราบรื่นตลอดทั้งคืนเนื่องจากอาจจะต้องเผชิญกับการนอนไม่หลับและปัจจัยที่ทำให้เกิดการนอนไม่หลับนั้นก็มีปัจจัยที่หลากหลาย และถ้าหากเรามีการเกิดขึ้นของปัจจัยเหล่านี้แน่นเลยว่าเรานั้นจะไม่สามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่และร่างกายจะเกิดเป็นอาการนอนไม่หลับและเพลียสะสมในที่สุด

ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดและมีผลต่อการนอนนั้นก็คือแสงสว่าง ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากอะไรก็ตามทั้งแสงแดดแสงไฟ แสงโทรศัพท์มือถือหรือแสงจากคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นแสงสีไหนก็สามารถรบกวนหรือทำให้เรานั้นนอนไม่หลับได้นั่นเอง ดังนั้นแล้วเมื่อถึงเวลานอนจึงไม่ควรเอาโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์มาเล่นก่อนนอนหรือการเปิดแสงโทรศัพท์ แสงคอมพิวเตอร์ ในขณะที่กำลังนอน เพราะแสงเหล่านี้นั้นจะไปลายประสาทตาเราและทำให้เกิดการรบกวนม่านตา ทำให้ไม่สามารถหลับได้อย่างเต็มที่นั่นเอง 

นอกจากแสงจากโทรศัพท์และแสงจากคอมพิวเตอร์แล้วนั้น แสงจากดวงไฟหรือดวงอาทิตย์ก็เป็นสิ่งที่รบวนการนอนอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นแล้วห้องนอนหรือสถานที่ที่เรานอนนั้นจึงควรมีม่านกันแสงหรือเป็นห้องที่มืดเพราะห้องทึบอาจจะเกิดอาการอึดอัดและอาจทำให้นอนไม่หลับเช่นกัน ดังนั้นแล้วควรเป็นห้องที่โปร่งโล่งแต่มีการติดผ้าม่านกันแสงจะดีที่สุด 

การกินอาหารก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่ง เพราะการที่เรารับประทานอาหารที่เป็นของทอดหรือของมันนั้นเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อการนอนอย่างมาก เพราอาหารประเภทนี้นั้นถ้ารับประทานปริมาณที่มากก่อนจะนอนนั้นจะทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด ท้อเฟ้อและเป็นสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับนั่นเอง น้ำตาล เกลือก็เช่นกัน การรับประทานน้ำหรือของเหลว น้ำเปล่าถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำลายสุขภาพ แต่ถ้าหากมีการดื่มเข้าไปในปริมาณที่มากนั้นก็อาจจะทำให้เราปัสสาวะเยอะนั่นเอง และยิ่งถ้าเราดื่มเครื่องดื่มหรือกินอาหารที่มีโซเดียมและเกลือปริมาณมากนั้นก็จะทำให้เรายิ่งปัสสาวะบ่อย แน่นอนว่าการปัสสาวะบ่อยๆนั้นมีผลกระทบต่อการนอนหลับไม่เพียงพอเช่นกันและก็ทำให้คุณภาพในการนอนไม่ดีนั่นเอง 

สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรามีผลกับการนอนเช่นกันทั้งแสง อุณหภูมิอาจจะหนาวเกินหรือร้อนเกิน เรื่องเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากมีวีหรือวิยุก็มีผลต่อการนอนเช่นเดียวกัน ซึ่งการเปิดทีวีหรือวิทยุตอนนอนนั้นแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนั่นเอง และสิ่งที่ส่งผลต่อการนอนมากๆก็คืออารมณ์โดยเฉพาะความเครียด ถ้าหากเราเกิดความเครียดแล้วนั้นแน่นอนว่าการนอนจะเป็นการนอนที่ไม่เพียงพอและเป็นการนอนที่ไม่มีคุณภาพ เราจึงควรลดหรืองดสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อการนอนที่ดีและมีคุณภาพนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

bookmark_borderกินบุฟเฟต์อย่างไร เมื่อต้องลดน้ำหนัก

คุณหลายคนคนเลี่ยงที่จะปฏิเสธเพื่อนหรือครอบครัวในการไปกินข้าวนอกบ้านได้ไม่ทุกครั้ง เพราะบางครั้งเราก็ยังต้องเข้าสังคมหรือมีเวลาให้ครอบครัวด้วย แล้วการไปกินนอกบ้านแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะหนีไม่พ้น การกินบุฟเฟ่ต์ แล้วอย่างนี่คุณจะทำอย่างไรกับการที่ต้องไปกินบุฟเฟ่ต์ในขณะที่คุณต้องควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักละ 

วันนี้เรามีวิธีง่ายๆมาบอก

  1. เลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จำพวกแคลอรี่ต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ หรือ ผักต่างๆ อาหารเหล่านี้จะทำให้คุณไม่เปลืองแคลอรี่ในการกินมื้อนี้จนเกินไป ถ้ากลับไปออกกำลังกายอีกสักหน่อย น่าจะเผาผลาญพลังงานที่กินไปได้หมด
  2. กินอาหารจำพวกที่เป็นสลักผักเยอะๆไปก่อน จะได้ทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นได้ กินผักยังช่วยให้คุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่ดีอีกด้วย 
  3. เนื้อสัตว์ที่เลือก ควรเลือกจำพวกไม่แปรรูปและมีไขมันน้อยๆ อย่าง เนื้อปลา อาหารทะเล และ เนื้อไก่

เพราะเนื้อสัตว์เหล่านี้มีไขมันน้อย แถมไม่ย่อยยากจนเกินไป

  1. เลือกจานที่ใส่อาหารไม่ใหญ่จนเกินไป ให้เลือกจานพอดีๆ คุณจะได้ตักอาหารมากจนเกินไป

และการที่คุณเลือกจากพอดีๆ มันจะทำให้อาหารที่คุณตักมาดูเยอะอีกด้วย

  1. ลุกไปเดินตักบ่อยๆ แต่ตักมาอย่างที่ละนิด เพราะจะทำให้คุณได้ขยับร่างกาย และคุณจะได้มีเลือกในสิ่งที่คุณอยากจะกินจริงๆ 
  2. อย่าเผลอไปกินอาหาร ที่แฝงไปด้วยไขมันนะ อย่าง เนย นม หรือ เนื้อติดมัน เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้ร่างกายคุณทำงานหนัก การย่อยอาหารจะยากขึ้น แถมมีไขมันตามมาด้วยอีกต่างหาก
  3. อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าๆเยอะก่อนจะเริ่มกินอาหารละ และระหว่างกินก็พยายามจิบน้ำเรื่อยๆนะ จะได้ทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และน้ำยังช่วยทำให้ระบบเผาผลาญคุณดีขึ้นด้วยนะ
  4. เลือกผลไม้แทนนมหวาน อย่าง เค้ก เบเกอรี่ หรือ ไอศกรีม นะ จะช่วยลดแคลอรี่ไปเยอะเลย อยากหาอะไรหวานๆล้างปาก เลือกผลไม้นะดีที่สุดแล้ว แต่อย่าเลือกกินผลไม้ที่มีรสหวานจนเกินไปละ
  5. หยุดกินเมื่อเริ่มรู้สึกอิ่มขึ้นมานิดนึงแล้ว เพราะถ้าคุณนั่งอีกสัก 20 นาที คุณจะรู้สึกอิ่มจริงๆ อย่าให้ความอยากทำให้คุณกินต่อไปเรื่อยๆนะ

จริงๆถ้าคุณมีสติในการเลือกกินบุฟเฟ่ต์ และเลือกทำตามวิธีง่ายๆแบบที่เรานำมาฝากคุณวันนี้ รับรองว่าการกินบุฟเฟ่ต์ของคุณจะเปลี่ยนไป เพราะคุณจะมีความสุขกับการกินแต่คุณยังสามารถควบคุมน้ำหนัก และ ลดน้ำหนักให้ไปตามเป้าของคุณต่อได้ 

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  แทงหวยลาว

bookmark_borderความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการเลิกบุหรี่

พวกเราต้องการแบ่งปันข้อมูล ความจริงให้กับคุณ และก็ลบความเชื่อผิดๆอะไรบางอย่าง เนื่องจากการเลิกบุหรี่เป็นเรื่องไม่ง่าย รวมทั้งการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยคุณได้มาก

ความเชื่อทีมีการคิดว่าการเลิกบุหรี่จะทำให้น้ำหนักขึ้น

ความเชื่อนี้ก็มีเรื่องจริงบางส่วนที่ทำให้บางคนจำเป็นต้องเกิดความกลัวสำหรับในการที่จะเลิกบุหรี่ เนื่องจากมีความคิดว่า ถ้าเกิดเลิกแล้วจะมีผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น นั่นก็เนื่องจากว่า โดยทั่วไปสารในบุหรี่จะไปรีบวิธีการเผาผลาญอาหาร แล้วก็กดความต้องการอาหารเอาไว้ ทำให้เวลาสูบบุหรี่จะไม่ค่อยรู้สึกหิว แต่ว่าเมื่อเลิกสูบความรู้สึกหิวก็จะกลับมา ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือการให้นิโคตินทดแทน จะช่วยลดความรู้สึกกังวลใจนี้ได้ส่วนหนึ่งได้ มันจะให้นิโคตินในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อช่วยทำให้คุณเลิกบุหรี่ แล้วก็ยังช่วยจัดการกับกระบวนการเผาผลาญอาหารแล้วก็ความอยากอาหารได้

นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดอาการ เช่น ความเคยชินของท่าทางการสูบบุหรี่ที่จะต้องมีการใช้มือแล้วก็ปาก คีบรวมทั้งสูบบุหรี่ตลอด หรืออาจจะเป็นอาการที่คุณอาจสับสนระหว่างอาการต้องการบุหรี่กับอาการปวดท้องหิว

ซึ่งวิธีการเอาชนะ 2 เหตุผลดังกล่าวมานี้ก็คือ มีขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ตัวอย่างเช่น ผัก ผลไม้ ไว้ใกล้ตัว หรือใช้นิโคตินชดเชยเป็นตัวช่วย

ความเชื่อทีมีการคิดว่าสูบบุหรี่ช่วยคลายเครียด

เรื่องจริงแล้ว การสูบบุหรี่ไม่ได้เป็นตัวช่วยลดคลายเครียดที่แท้จริง มันเป็นเพียงแค่ความสบายสักครู่ที่เกิดขึ้นจากกลไกของนิโคตินในบุหรี่ ส่งผลให้เกิดการเสพติด ความสุขนั้นจะกลายเป็นการเพิ่มความตึงเครียดที่มากขึ้นเมื่อไม่ได้สูบ แล้วก็ยังไปเพิ่มความวิตกกังวลและก็ความตึงเครียด ที่เกิดขึ้นมาจากการเพิ่มอัตราเต้นของหัวใจอีกด้วย

ตัวช่วยกลุ่มนิโคตินทดแทน จะให้นิโคตินเข้าไปทดแทนในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ ช่วยทำให้คุณเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ นอกเหนือจากนั้นคุณสามารถหาวิธีใหม่ๆเพื่อช่วยบรรเทาและก็จัดการกับความเคร่งเครียด แม้ว่าจะเป็นความเครียดที่เชื่อมโยงกับการเลิกบุหรี่ก็ตาม

ความเชื่อทีมีการคิดว่าความตั้งใจจริงคือสิ่งเดียวและสิ่งสำคัญที่สุดในการเลิกบุหรี่

จริงที่ ความตั้งใจ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับในการเลิกบุหรี่ แต่ว่าบางครั้งการใช้ใจเพียงอย่างเดียว ก็ไม่อาจจะเอาชนะการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ บ่อยมากที่จำเป็นต้องแพ้ให้กับอาการต้องการนิโคติน ถึงแม้ว่าจิตใจต้องการจะเลิก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนไม่ว่าจะเป็นหมากฝรั่งนิโคติน หรือ แผ่นแปะนิโคติน จะสามารถเพิ่มช่องทางความสำเร็จสำหรับในการเลิกบุหรี่ได้ถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับความตั้งใจจริงเพียงอย่างเดียว

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

bookmark_borderแบ่งเวลากิน แบ่งเวลาอด ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

แบ่งเวลากิน แบ่งเวลาอด ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น
การงดของกิน 16-18 ชั่วโมง บางทีอาจเป็นคีย์สำคัญสำหรับเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย แม้ว่าจะจำเป็นต้องต่อสู้กับความโหยหิวก็ตาม
ผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยจาก The New England Journal of Medicine บอกว่ากระบวนการทำ Intermittent Fasting หรือ IF สามารถลดระดับความดันเลือด ลดความอ้วน รวมทั้งทำให้อายุยืนขึ้นได้

คนเขียนที่ทำการค้นคว้านี้เป็น Mark Mattson คุณครูด้านประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins เอ่ยถึงกระบวนการทำ IF 2 แบบร่วมกัน โดยแบบแรกเป็น 6:8 รับประทาน 6-8 ชั่วโมง ไม่กินอาหาร 16-18 ชั่วโมง แล้วก็แบบที่ 2 เป็น 5:2 รับประทานธรรมดา 5 วัน และก็ไม่กินอาหาร 2 วันใน 1 อาทิตย์ (โดยวันที่อดทานได้ไม่เกิน 500 แคลอรี)

แล้วมันเห็นผลอย่างไร ?
เคยมีการทดสอบการใช้แนวทาง IF กับผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งผลออกมาว่ามันสามารถลดความอ้วนได้จริง Mattson พูดว่า แนวทาง IF ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของเซลล์ ซึ่งจะช่วยสำหรับการสลับการเผาผลาญอาหาร เป็นในตอนที่อดเซลล์จะนำไขมันออกมาใช้เป็นพลังงาน

ผลดีที่กำลังจะได้รับเป็นอย่างไร ?
จากการค้นคว้าหลายๆ งาน บางอันก็กล่าว่าวิธีการทำ IF สามารถทำให้ชีวิตคนเราและสัตว์ยืนยาวขึ้น มีร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมทั้งชี้ให้เห็นแล้วรู้เรื่องเกี่ยวกับแนวทาง IF เพิ่มมากขึ้น

มีคนเป็นโรคเบาหวาน 2 รายที่ลดความอ้วนได้ด้วยแนวทาง IF หลังจากนั้นทั้งคู่ไม่ต้องรับอินซูลินอีกต่อไป เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเบาหวานสามารถรักษาได้

ผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยก่อนๆ ของ Mattson แสดงให้เห็นว่าวิธีการทำ IF สามารถลดความเคร่งเครียดแล้วก็แนวทางการทำงานของสมองและระบบได้ ในปี 2009 ส่งผลงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยในผู้สูงวัย 2 คน ที่มีความจำที่ดียิ่งขึ้นจากการละของกิน รวมทั้งเพศชายและกลุ่มชายหนุ่มสามารถลดไขมันรวมทั้งรักษากล้ามเนื้อเอาไว้ได้จากการงดของกิน 16 ชั่วโมง วันแล้ววันเล่า

ข้อกำหนดของวิธีการทำ IF
แม้กระทั่งส่งผลงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยด้านดีออกมามากไม่น้อยเลยทีเดียวแม้กระนั้นก็ยังเป็นงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยแคบๆที่สำเร็จกับผู้ที่น้ำหนักเกินรวมทั้งอยู่ในวัยรุ่นรวมทั้งกลางคน ในผลของงานวิจัยจุดบกพร่องของวิธีการทำ IF ทำให้เห็นว่าเกือบจะ 40% ของผู้ที่ทำ IF ถูกสั่งให้หยุดทำฉับพลันเพราะเหตุว่าได้รับผลที่ไม่ดีนัก

“มันบางครั้งก็อาจจะทรมานจากความหิวในตอนแรกๆ แต่ว่าความทรมาทรกรรมนี้จะผ่านไปภายหลังคุณได้ทดลองทำ 2 อาทิตย์ ด้วยเหตุว่าร่างกายแล้วก็สมองจะจำการกระทำใหม่ๆ ของพวกคุณ” Mattson กล่าว

bookmark_borderอันตรายร้ายๆ ของยาจุดกันยุง

“ยาจุดกันยุง” เชื่อว่าหลายบ้านคงต้องรู้จักและมีติดบ้านกันอยู่บ้าง วัตถุประสงค์ของยาจุดกันยุง แค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วอย่างชัดเจนว่าใช้ประโยชน์สำหรับป้องกันยุง ทั้งนี้ยาจุดกันยุงในปัจจุบันมีให้เราเลือกซื้อหลายยี่ห้อทั้งตามร้านชำ ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า โดยที่สำคัญคือมีราคาไม่แพง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยัง ผุดขึ้นมาหลากหลาย แต่ส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ โดยส่วนประกอบที่เป็นหัวใจเลยก็คือ สาร d-Allethrin และสารเคมีชนิดนี้เองที่ เรากำลังจะพูดถึง เพราะนอกจากจะไล่ยุงแล้วยังไล่ยุงอีกด้วย เพราะมันสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับคนได้ โดยระบบการทำงานของยาจุดกันยุงจะเป็นการผสมสารออกฤทธิ์รวมกับขี้เลื่อย หากจุดยากันยุงก็จะเกิดความร้อน แล้งส่งผลให้สารออกทธิ์กลายเป็นไอระเหยออกมาทำหน้าที่ในการกำจัดยุง ซึ่งสารที่ระเหยออกมานั้นจะมีผลเสียต่อสุขภาพของคนด้วยเช่นเดียวกัน

อันตรายของยาจุดกันยุง
ด้วยความที่ยาจุดกันยุงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทย ซึ่งมักจุดยากันยุงเพื่อไล่ยุงในบริเวณที่มีคนอยู่ เช่น ตั้งวิงทานข้าวนอกบ้าน ก็จุดยากันยุงไล่ยุง อยู่ข้างนอกก็จุด นอนที่ที่มียุงเยอะก็จด ซึ่งทำให้เกิดการสูดดมสารที่ระเหยจากกันยุงเข้าไปในร่างกาย สารระเหยนั้นเพียงสูดเข้าไปก็ไม่ได้อันตายหรือรุนแรงอะไร เพียงแค่คุณอาจเคืองๆ จมูก รู้สึกหายใจติดๆขัดๆ หายใจไม่สะดวกเท่านั้น แต่ผลที่ตามมาในระยะยาวเมื่อเราสูดดมควันของยาจุดกันยุงเป็นประจำบ่อยๆ อาจร้ายแรง คือ
– สารระเหยที่สูดดิมเข้าไปสะสมในร่างกาย เทียบเท่าได้กับการสูดดมควันจากบุหรี่เข้าไป
– สารระเหยจากยาจุดกันยุงจะเข้าไปทำลายเยื่อบุเมือก
– ทำลายระบบทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ
– ส่งผลให้หลอดลมและกล่องเสียงอักเสบ
– สารระเหยทำลายปอด ทรวงอก ทางเดินอาหาร ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ
– เกิดอาการหายใจถี่ๆ รัว
– รู้สึกวิงเวียนปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
– การสัมผัสทางผิวหนังก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างแรง
– สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย
– การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
– หากสารระเหยเข้าตาจะทำให้มีอาการตาแดง รู้สึกเจ็บตา น้ำตาจะไหลออกมา
– สารจากยาจุดกันยุงนี้ยังเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของมารดาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ยาจุดกันยุงก็ยังคงเป็นที่นิยมมากๆ ในหมู่คนไทยอยู่ ด้วยความที่ราคาค่อนข้างถูก หาซื้อง่าย ใช้งานง่าย ดังนั้น จึงขอแนะนำวิธีใช้อย่างปลอดภัยง่ายๆ คือ หากจำเป็นต้องใช้ ให้จุดทิ้งไว้ในบริเวณที่ไม่มีคน เพื่อป้องกันการสูดดม และจุดด้วยความระมัดระวัง ตั้งไว้ในที่พ้นมือเด็ก เพราะถึงแม้จะไม่ได้เป็นอันตรายในทันที แต่แน่นอนว่าสะสมไปเรื่อยๆ และเป็นรุนแรงขึ้นในระยะยาวแน่นอน

bookmark_border‘ภาวะหัวใจล้มเหลว’ เกิดจากอะไร

อาการป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสามารถทำอันตรายถึงแก่ชีวิต ทุกคนจึงควรที่จะหันมาใส่ใจและรู้ทันโรคหัวใจ เพื่อดูแลป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว และทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงกันดีกว่า

“ภาวะหัวใจล้มเหลว” เกิดจากอะไร?
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีสาเหตุมาจากการที่หัวใจทำงานผิดปกติไม่ตอบรับหรือตอบสนองต่อความต้องการของร่างกาย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจตกอยู่ในภาวะขาดเลือดจนถึงขั้นที่เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ประกอบกับป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคลิ้นหัวใจ นอกจากนี้การติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจก็เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีการสูบฉีดเลือดน้อยลง จนส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ และไม่สามารถรับเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้เป็นปกติ จนเป็นเหตุทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ในที่สุด

สัญญาณอันตราย “หัวใจล้มเหลว”
ก่อนที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการแสดงออกมาซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกว่าคุณกำลังเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โดยอาจจะปรากฏอาการเพียงอาการเดียวหรือหลายๆ อาการร่วมด้วย ได้แก่
1. รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

2. รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากเมื่อออกกำลังกาย

3. หายใจลำบากเมื่อนอนหงาย

4. มีการตื่นกลางดึกเพราะไอหรือหายใจลำบาก

5. ขา ข้อเท้า เท้าหรือตัวบวมจากภาวะคั่งน้ำ

6. เวียนศีรษะ หน้ามืดบ่อย

7. เข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน

ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คงจะรู้สึกกังวลใจไม่น้อย อย่างไรก็ตามหากเรามีการใส่ใจดูแลตนเองมากๆ ก็จะสามารถห่างไกลจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และวิธีดูแลตัวเองก็สามารถทำได้ ดังนี้
1. ควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น

2. เลี่ยงกินเค็ม ด้วยการไม่เติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสเพิ่มไปในอาหาร เลี่ยงเกลือโซเดียม อาหารรสเค็ม อาหารกระป๋อง ของหมักดอง อาหารสำเร็จรูปทุกชนิด อาหารเค็มจะทำให้น้ำคั่งในร่างกายมากขึ้น

3. งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อการทำงานของหัวใจและทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม

4. จัดการความเครียด ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การทำสมาธิ ท่องเที่ยว

5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที คนที่เป็นโรคหัวใจต้องดูแลตัวเองให้ดี ได้แก่ หากน้ำหนักลดเร็ว ควรกินอาหารที่ย่อยง่ายๆ ครั้งละไม่มากแต่บ่อย เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร ชั่งน้ำหนักตัวเองและทำการจดบันทึกไว้เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่ม 1 กิโลกรัม ภายใน 1-2 วัน อาจบ่งบอกว่าเกิดภาวะการคั่งน้ำควรปรึกษาแพทย์ทันที หากมีอาการบวม กดบุ๋มให้รีบพบแพทย์ทันที แต่หากเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบาย ควรงดออกกำลังกาย

6. งดอาหารที่มีรสเค็ม

7. ทานยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์สั่ง หากเกิดอาการผิดปกติปรึกษาแพทย์ทันที และพบแพทย์ตามนัด

8. เลี่ยงเดินทางไกลหรือนั่งเป็นเวลานาน ไม่เดินทางตามลำพัง และไม่โดยสารเครื่องบิน

bookmark_borderเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

อาหารเสริมสำหรับกระดูก
กระดูกเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นของร่างกาย กระดูกเป็นโครงสร้างของร่างกาย ป้องกันอวัยวะต่างๆ ยึดเหนี่ยวกล้ามเนื้อ และเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมภายในร่างกาย น่าเสียดายกระดูกมีอายุเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความแข็งแรง อย่างไรก็ตามคุณสามาถปกป้องกระดูกได้ด้วยการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เช่น วิตามินและแร่ธาตุเสริม

อาหารเสริมสำหรับกระดูก ที่ต้องการมีอะไรบ้าง
กระดูกของคุณประกอบด้วยคอลลาเจนและแคลเซียม คอลลาเจนทำหน้าที่สร้างโครงสร้างและแคลเซียมส่งเสริมให้เกิดความแข็งแรงและทนทาน วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

ตลอดชีวิตของเรากระดูกมีโอกาสแตกหักและเสียหายได้เนื่องจากการขาดแคลเซียม คุณสามารถป้องกันความเสียหายของกระดูกได้โดยการเติมแคลเซียมและวิตามินดีให้กับร่างกาย

เมื่อไหร่ที่ควรรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริม
ในทางทฤษฎีแล้ว คุณได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ตัวอย่างเช่น คุณสามารถรับแคลเซียมได้จากผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต นม และชีส อย่างไรก็ตามคุณไม่สามารถรับสารอาหารได้เพียงพอจากอาหารที่คุณรับประทานเข้าไป นี่คือเหตุผลที่คุณต้องการอาหารเสริม ทั้งนี้ควรเพิ่มการรับประทาน อาหารเสริมสำหรับกระดูก เมื่อมีอาการดังต่อไป:

  • รับประทานมังสวิรัติและอาหารเหล่านั้นไม่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอต่อร่างกาย
  • มีอาการแพ้แลคโตสเนื่องจากไม่สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามินดี
  • มีความผิดปกติของกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน และ โรคกระดูกอ่อนในเด็ก
  • ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • มีความผิดปกติที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ แช่น กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร และโรคโรคเซลิแอค
    คุณสามารถรับแคลเซียมและวิตามินดีจากการรับประทานและการใช้วัคซีนเสริม ในหนึ่งวันร่างกายของเราต้องการแคลเซียมปริมาณ 700 มิลลิกรัม และวิตามินดีปริมาณ 8.5 ถึง 10 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง
แคลเซียมเสริมไม่มีความจำเป็นกับทุกคน หากคุณมีปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปริมาณแคลเซียมที่มากเกินไปในร่างกาย คุณไม่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม

หากคุณมีอาการแพ้วิตามินดี คุณไม่ควรรับประทานวิตามินดีเสริม ทั้งนี้คุณควรได้รับวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณวิตามินดีที่มากเกินไปส่งผลให้กระดูกอ่อนแอและสร้างความเสียหายแก่ไตและหัวใจ วิตามินดียังมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรรับประทานอาหารเสริมควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

เมื่อการรับประทานอาหารไม่อาจทำให้คุณรับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอได้ การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดีเสริมอาจช่วยคุณได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมใดๆ